ใกล้เข้าฤดูฝน ฤดูหนาวไม่ว่าจะครั้งไหนก็มาพร้อมกับไข้หวัดใหญ่อยู่เสมอ เพราะในช่วงฤดูนี้สำหรับในประเทศไทยถือเป็นช่วงการระบาดของไข้หวัดใหญ่ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลายคนๆ จะมีอาการของไข้หวัดใหญ่กัน แม้ว่าในปัจจุบันโรคไข้หวัดใหญ่จะมีวัคซีนป้องกันอาการรุนแรงของโรค แต่การทราบถึงสาเหตุ และอาการก็จะช่วยให้สามารถรับมือกับไข้หวัดใหญ่ได้อย่างถูกวิธี วันนี้จึงขอชวนไปอ่านสาระสุขภาพที่น่าสนใจของอาการไข้หวัดใหญ่ รวมไปถึงแนวทางการป้องกันเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง


สารบัญบทความ


ทำความรู้จักกับอาการไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดใหญ่ (influenza) ที่พบในคนแบ่งได้เป็น 3 ชนิดคือ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B  และไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ C แต่มีเพียงสายพันธุ์ A และ B ที่มีการระบาดโดยทั่วไป โดยโรคไข้หวัดใหญ่เป็นการติดเชื้อไวรัสที่ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจทั้งจมูก คอ และปอด อาการไข้หวัดใหญ่โดยทั่วไปจะมีอาการเหมือนกับเป็นไข้หวัดธรรมดา แต่อาการของไข้หวัดใหญ่จะรุนแรงและฉับพลันกว่า ต่างจากไข้หวัดธรรมดาที่อาการจะไม่รุนแรงหรือเกิดขึ้นฉับพลันแบบไข้หวัดใหญ่ ถึงแม้ว่าอาการไข้หวัดใหญ่จะสามารถรักษาให้หายเองได้ แต่ก็อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจนเสียชีวิตได้ หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง


สาเหตุของอาการไข้หวัดใหญ่

วิธีรักษาไข้หวัดใหญ่ให้หายเร็ว

สาเหตุของการเกิดโรคไข้หวัดใหญ่มาจากการติดเชื้อ influenza-virus ผ่านการสัมผัสสิ่งของ สัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อไวรัสเกาะอยู่ แล้วมาสัมผัสที่ใบหน้าบริเวณดวงตา จมูก ปาก และยังรวมไปถึงการรับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายจากการรับละอองฝอยในอากาศที่มีเชื้อไวรัสปะปนอยู่จากการพูดคุยสื่อสาร การหัวเราะ และการไอ จามด้วย

อย่างไรก็ตามการแพร่กระจายเชื้อของไข้หวัดใหญ่นั้นผู้ป่วยสามารถแพร่กระจายเชื้อไวรัสไปสู่ผู้อื่นได้ตั้งแต่ 1 วันที่ร่างกายยังไม่เริ่มแสดงอาการของโรค และยังสามารถแพร่เชื้อได้อีกเรื่อยๆ จนถัดไปอีก 5 วันเมื่อแสดงอาการแล้ว

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่

แม้จะทราบว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไรแล้ว ทราบหรือไม่ว่าพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน หรือปัจจัยอื่นๆ ก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้มากขึ้นไม่ว่าจะเป็น

  • อยู่ในสถานที่ที่มีคนแออัด อากาศไม่ถ่ายเท
  • มีพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่ายยิ่งขึ้น เช่น การรับประทานอาหารช้อนเดียวกัน ดื่มน้ำร่วมกัน เป็นต้น
  • เป็นผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคเกี่ยวกับปอด โรคตับ โรคไต โรคเบาหวาน โรคหอบหืด โรคลมชัก  อัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นต้น
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยโรคเอดส์ ผู้ที่รักษาโรคมะเร็ง รวมไปถึงผู้ที่รับประทานยากดภูมิคุ้มกัน เป็นต้น
  • เด็กตั้งแต่อายุ 6 เดือน ไปจนถึง 5 ปี
  • ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
  • หญิงตั้งครรภ์

อาการไข้หวัดใหญ่

สำหรับอาการไข้หวัดใหญ่โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะมีอาการโดยทั่วไป ดังต่อไปนี้

  • มีอาการปวดเมื่อยตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปวดแขน ปวดขา ปวดหลัง
  • รู้สึกอ่อนเพลีย
  • มีไข้สูงประมาณ 39-40 องศา ปวดหัว รู้สึกร้อนๆ หนาวๆ สลับกันไป
  • เจ็บคอ มีอาการไอแห้ง
  • มีน้ำมูก และรู้สึกคัดจมูก
  • รู้สึกเบื่ออาหาร
  • อาการอาเจียน ท้องร่วง ซึ่งมักจะพบบ่อยในเด็ก

อาการไข้หวัดใหญ่ที่น่าเป็นห่วง ต้องรีบไปพบแพทย์

ในบางครั้งอาการไข้หวัดใหญ่ก็อาจมีบางอาการที่รุนแรงจนน่าเป็นห่วง โดยอาการที่น่าเป็นห่วงสามารถแบ่งออกเป็นในเด็กและผู้ใหญ่ที่จะมีบางอาการที่แตกต่างกันออกไปตามช่วงวัยตามที่สรุปไว้ดังนี้

อาการไข้หวัดใหญ่ในเด็ก ที่ควรไปพบแพทย์

ไข้หวัดใหญ่สาเหตุ

สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองท่านใดที่กำลังมีลูกหลานที่กำลังป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ หากสังเกตว่ามีอาการที่น่าเป็นห่วงดังต่อไปนี้ควรรีบพาไปพบแพทย์โดยทันทีเพื่อให้ได้รับการรักษาที่เหมาะสม

  • มีอาการชัก
  • หายใจลำบาก รู้สึกเจ็บหน้าอก
  • มีภาวะขาดน้ำ
  • ปวดกล้ามเนื้อรุนแรง
  • ริมฝีปากเปลี่ยนสีเป็นสีเขียว
  • ในกรณีที่เด็กมีโรคประจำตัวอาจทำให้โรคประจำตัวมีอาการกำเริบ หรือมีอาการทรุดลง

อาการไข้หวัดใหญ่ในผู้ใหญ่ ที่ควรไปพบแพทย์

ยาแก้ไข้หวัดใหญ่

ส่วนใหญ่การรักษาไข้หวัดใหญ่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง โดยการรักษาตามอาการ แต่ถ้าหากรักษาไข้หวัดใหญ่ด้วยตัวเองแล้วยังไม่ดีขึ้น หรือมีอาการที่รุนแรงมากขึ้นควรไปพบแพทย์ หากมีอาการดังนี้

  • มีอาการไข้หวัดใหญ่มากกว่า 7 วัน
  • มีไข้เกิน 24 ชั่วโมง
  • หายใจหอบ หายใจลำบาก
  • เจ็บหน้าอก แน่นหน้าอก
  • เวียนหัว หน้ามืด เป็นลม
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • อาเจียน ทานอาหารไม่ได้
  • โรคประจำตัวกำเริบ หรือรุนแรงขึ้น

ภาวะแทรกซ้อนหลังจากติดเชื้อไข้หวัดใหญ่

สัญญาณเตือนที่อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนไข้หวัดใหญ่มีอะไรบ้าง? อาการแทรกซ้อนหลังจากติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สามารถ เกิดขึ้นได้แตกต่างกันตามสภาพของร่างกายแต่ละบุคคล ซึ่งสัญญาณเตือนที่อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนโดยส่วนใหญ่ ได้แก่

  • หากกลับมาติดเชื้ออีกครั้งอาจมีอาการที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิมได้
  • เจ็บหรือแน่นหน้าอก
  • หายใจเร็ว มีปัญหาในการหายใจ
  • เรียกแล้วไม่ตื่น ไม่รู้ตัว
  • วิงเวียนศีรษะเฉียบพลัน
  • อาเจียนบ่อย

โดยอาการข้างต้นเป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้ใหญ่ ส่วนสัญญาณเตือนที่อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนหลังจากติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ในเด็กนั้นส่วนใหญ่แล้วมักจะเกิดอาการเช่น

  • ดื่มน้ำน้อย
  • รู้สึกเบื่ออาหาร รับประทานอาหารน้อยลง
  • มีอาการผื่นคัน
  • อาจเกิดอาการแพ้ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
  • ผิวอาจมีการเปลี่ยนสีเป็นสีคล้ำลง

การตรวจวินิจฉัยโรคไข้หวัดใหญ่

รักษาไข้หวัดใหญ่

เมื่อมีอาการไข้หวัดใหญ่ หลายคนอาจจะไม่รู้ตัวว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ เนื่องจากไข้หวัดใหญ่อาการจะคล้ายกับโรคไข้หวัดธรรมดา แต่จะมีอาการที่รุนแรงและฉับพลันกว่า รวมถึงอาจจะมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง ไอ มีน้ำมูก

สำหรับการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นโรคไข้หวัดใหญ่หรือไม่ จะใช้วิธีการเก็บตัวอย่างเชื้อจากสารคัดหลั่งบริเวณลำคอ หรือโพรงจมูกเพื่อนำมาตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีต่างๆ เช่น

  • RIDTs หรือ Rapid Influenza Diagnosis Tests เป็นวิธีการตรวจหาเชื้อแบบเร็ว ช่วยให้สามารถทราบผลตรวจภายใน 30 นาที ซึ่งไม่เหมาะกับผู้ที่มีปริมาณเชื้อไวรัสต่ำ เพราะจะทำให้ผลตรวจที่ออกมาคลาดเคลื่อนได้
  • RT-PCR หรือ Reverse Transcription-Polymerase Chain Reaction เป็นวิธีการตรวจที่นำสารคัดหลั่งของผู้ป่วยไปเพาะเชื้อ ซึ่งวิธีนี้จำเป็นต้องใช้เวลาประมาณ 3-7 วันในการเพาะเชื้อ จึงจะทราบผลการวินิจฉัย
  • Fluorescent Antibody เป็นการนำสารคัดหลั่งไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์เพื่อหาแอนติเจนของไวรัสไข้หวัดใหญ่ ซึ่งวิธีดังกล่าวจะทำให้ได้ผลตรวจที่มีความแม่นยำ

วิธีรักษาอาการไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดใหญ่สามารถรักษาตามอาการได้เองที่บ้าน โดยใช้ยาพาราเซตามอลเพื่อช่วยลดไข้ แต่ห้ามใช้ยาแอสไพริน เนื่องจากอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนทางสมองได้ นอกจากนั้นยังควรพักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำมากๆ ส่วนใหญ่แล้วอาการไข้หวัดใหญ่จะหายเองได้ภายใน 1 สัปดาห์ แต่ถ้าหากเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ  หรือมีอาการรุนแรงขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์ รับยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ และรักษาอย่างถูกวิธีต่อไป


วิธีป้องกันไข้หวัดใหญ่สามารถทำได้ง่าย ๆ ที่บ้าน

การใส่ใจดูแลตนเองเพื่อให้มีสุขภาพที่ดี ปราศจากอาการเจ็บป่วยเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ที่ทุกคนสามารถทำได้ด้วยตนเอง ดังต่อไปนี้

  • วิธีป้องกันไข้หวัดใหญ่ด้วยตัวเอง 

ไข้หวัดใหญ่เกิดจาก

สำหรับการป้องกันไข้หวัดใหญ่ด้วยตัวเองนั้นสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  1. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  2. หมั่นล้างมือด้วยสบู่ หรือแอลกอฮอล์ให้สะอาดอยู่เสมอ
  3. หากมือสกปรก ไม่ควรให้มือสัมผัสบริเวณตา จมูก ปาก
  4. หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการไข้หวัดใหญ่
  5. หลีกเลี่ยงสถานที่แออัดหากไม่จำเป็น โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก สตรีตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัว เป็นต้น
  6. รับประทานอาหารปรุงสุก และอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่
  7. เลือกดื่มน้ำสะอาด
  8. ใช้ช้อนกลาง
  9. ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน เช่น หลอดน้ำ แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า เป็นต้น
  10. ออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง
  • การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดใหญ่อาการเบื้องต้น

การป้องกันไข้หวัดใหญ่อีกหนึ่งวิธีที่สามารถช่วยลดอาการป่วยของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายนั่นก็คือการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เป็นวัคซีนเชื้อตายที่ควรฉีดเป็นประจำทุกปีสามารถฉีดได้ทุกคนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่ควรฉีดวัคซีนไม่ว่าจะเด็กตั้งแต่อายุ 6 เดือน ไปจนถึง 5 ปี ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป และยังรวมไปถึงผู้ที่มีโรคประจำตัว ผู้ที่รับประทานยากดภูมิคุ้มกันด้วย


คำถามที่พบบ่อย

ตอบคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการไข้หวัดใหญ่ที่หลายคนสงสัย

1. ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดมีผลข้างเคียงอะไรไหม ?

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นวัคซีนที่ปลอดภัย ผลิตจากเชื้อตาย และมีประสิทธิภาพ สามารถช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดโอกาสเสียชีวิต และช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันของโรคไข้หวัดใหญ่ได้ แต่หลายคนก็เกิดความกังวลว่าการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่นั้นจะมีผลข้างเคียงอะไรต่อร่างกายหรือไม่

ในความเป็นจริงแล้วหลังการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่อาจเกิดผลข้างเคียงขึ้น แต่ผลข้างเคียงดังกล่าวส่วนใหญ่จะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และสามารถหายได้เอง เช่น

  • รู้สึกปวด บวม แดงในบริเวณที่มีการฉีดวัคซีน
  • มีอาการไข้ ไม่สบายตัว อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว ซึ่งในกรณีนี้สามารถนอนพัก และรับประทานยาพาราเพื่อบรรเทาอาการให้ดีขึ้นได้

2. วัคซีนป้องกันไข้หวัดจำเป็นต้องฉีดทุกปีไหม ?

เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการพัฒนาสายพันธุ์ และเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกๆ ปี ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้วัคซีนมีการพัฒนาเพื่อให้ตามทันสายพันธุ์ไวรัสที่มีการเปลี่ยนแปลง ฉะนั้นการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่จึงจำเป็นต้องฉีดทุกปีเพื่อกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายให้สามารถรับมือกับสายพันธุ์ของไวรัสได้

แม้ว่าการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่สามารถฉีดได้ตลอดทั้งปีเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน แต่จะให้ดีที่สุดคือแนะนำให้ฉีดก่อนช่วงการระบาดของโรค สำหรับฤดูการระบาดในประเทศไทยนั้นมักจะมีช่วงการระบาดในฤดูฝน (พฤษภาคม – ตุลาคม) และฤดูหนาว (มกราคม – มีนาคม) ฉะนั้นใครที่ต้องการเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับตนเอง ลดอาการ และความรุนแรงของไข้หวัดใหญ่ อย่าลืมรับวัคซีนกันเป็นประจำทุกปี


สรุป

อาการไข้หวัดใหญ่เป็นการติดเชื้อที่ส่งผลต่อระบบหายใจ โดยโรคไข้หวัดใหญ่สามารถป้องกัน อาการความรุนแรงของโรค อัตราการเสียชีวิต และอาการแทรกซ้อนได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันเป็นประจำทุกปี และหมั่นล้างมือให้สะอาด หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกัน ออกกำลังกาย  รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อเป็นการป้องกันการติดเชื้อ แม้ว่าโรคไข้หวัดใหญ่จะสามารถรักษาตามอาการได้ด้วยตนเอง แต่หากสังเกตแล้วว่ามีอาการไข้หวัดใหญ่ที่น่าเป็นห่วง ไม่ว่าจะทั้งในเด็กหรือผู้ใหญ่ที่มีการติดเชื้อ ควรรีบพบแพทย์เพื่อให้ได้รับการรักษาที่เหมาะสม


Reference 

Mayoclinic. (2023, Jul 16). Influenza (flu).
https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/flu/symptoms-causes/syc-20351719

CDC. (2023, Jul 16). Flu Symptoms & Complications.
https://www.cdc.gov/flu/symptoms/symptoms.htm