โรคปวดหลังนับเป็นโรคที่พบได้บ่อยมากขึ้นในสังคมปัจจุบัน ทั้งจากพฤติกรรมที่เคยชิน การนั่งทำงานในท่าเดิมนาน ๆ การยกของหนักผิดวิธีหรือแม้แต่ท่าทางการเดินก็สามารถนำมาซึ่งอาการปวดหลังได้

ดังนั้นในเมื่ออาการปวดหลังใกล้ตัวกว่าที่คิดแบบนี้เราก็ควรมาทำความรู้จักกับโรคดังกล่าวนี้ให้มากขึ้นกันว่าสาเหตุของอาการปวดหลังนั้นมาจากอะไร และมีวิธีรักษากี่วิธีอย่างไรบ้าง เพื่อจะได้ป้องกันตัวเองและรักษาอาการปวดหลังได้

สาเหตุของอาการปวดหลัง

  1. เกิดจากปัญหาของกระดูกสันหลัง

    • หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (herniated disc)
    • หมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม (Degenerative Discs)
    • หมอนรองกระดูกสันหลังโป่งนูน (Bulging Discs)
    • กระดูกสันหลังคด (Scoliosis)
    • กระดูกสันหลังเสื่อม (Spondylosis)
    • กระดูกสันหลังเคลื่อน ((Spondylolisthesis )
    • กระดูกสันหลังหัก (Compression fracture)
    • โพรงกระดูกสันหลังตีบ (Spinal stenosis )
    • โรครากประสาทคอ (Cervical Radiculopathy)เกิดจากการได้รับแคลเซียมในปริมาณที่มากเกินไปทำให้เกิดกระดูกงอกขึ้นมา
    • ข้อต่อกระดูกสันหลังกับเชิงกรานอักเสบหรือเสื่อม
  2. เกิดจากการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุ

    • อุบัติเหตุทางรถยนต์
    • อุบัติเหตุจากการเล่นกีฬา
    • ยกของหนักแล้วบาดเจ็บ
    • ตกจากที่สูง
    • ถูกของแข็งกระแทก
  3. เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน การใช้ท่าทางที่ไม่เหมาะสม

    • ยกของหนักเกินไป
    • น้ำหนักตัวมากเกินไป
    • นั่งทำงานด้วยท่าทางที่ไม่ถูกต้อง บ่อยและนานเกินไป
    • ไม่ออกกำลังกาย
    • สูบบุหรี่
    • การใส่รองเท้าส้นสูง
  4. เกิดจากภาวะทางอารมณ์

    • ความเครียด
    • ซึมเศร้า
    • วิตกกังวล
  5. สาเหตุอื่น ๆ

    • โรคข้ออักเสบ (Arthritis)หรือ ข้อเสื่อม (Osteoarthritis)
    • โรคกระดูกอักเสบติดเชื้อ (Osteomyelitis)
    • เนื้องอก (Tumor)
    • ตั้งครรภ์ (Pregnancy)
    • โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis)
    • การติดเชื้อที่ไต หรือเป็นนิ่ว (Kidney Infection or Kidney Stones)
    • การติดเชื้อในกระดูกและหมอนรองกระดูก (Bone and Intervertebral disc Infection )
    • โรคไฟโบรมัยอัลเจีย (Fibromyalgia)
    • กล้ามเนื้อหลังอักเสบเรื้อรัง หรือ myofascial pain syndrome

อาการปวดหลัง สามารถปวดบริเวณไหนได้บ้าง

  1. ตามแนวกระดูกสันหลัง บริเวณกลางหลัง จากการก้ม ๆ เงย ๆ ยกของหนัก นั่งท่าเดิมนาน ๆ
  2. ช่วงบน ใกล้ไหล่ ลำคอ ท้ายทอยจากการนั่งทำงานในท่าที่ไม่เหมาะสม นั่งหรือยืนหลังไม่ตรง หรือนอนผิดท่า
  3. กล้ามเนื้อหลังช่วงกลาง ด้านซ้าย-ขวา จากการขยับร่างกายผิดท่า กล้ามเนื้อเกิดการอักเสบ
  4. กลางหลัง ตามแนวกระดูกสันหลังและซี่โครง จากปลายประสาทอักเสบท่านั่งที่ไม่ถูกต้อง
  5. หลังช่วงล่าง จากการยกของหนักขาดการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง อ้วนเกินไป ตั้งครรภ์ เป็นโรคกระดูกพรุน
  6. บริเวณเอวและสะโพกค่อนไปทางด้านหลังเล็กน้อยจากการยกของหนักเป็นเวลานาน ขับรถเป็นเวลานาน ตีกอล์ฟ ตั้งครรภ์
  7. บริเวณก้นและขา จากการที่หมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทไซอาติก (Sciatica) ทำให้เกิดอาการปวดตามแนวเส้นประสาทไซอาติก

ป้องกันอาการปวดหลังได้ด้วย

  1. ลดน้ำหนัก
  2. ออกกำลังกาย
  3. นอนให้ถูกสุขลักษณะ ใช้หมอนรองใต้ขาเวลานอน
  4. บริหารกล้ามเนื้อบริเวณกลางลำตัว โดยการว่ายน้ำ การเล่นโยคะอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที
  5. ใส่รองเท้าที่เหมาะสม ใส่สบาย ส้นไม่ควรเกิน 1 นิ้ว
  6. นั่งหรือยืนในท่าที่ถูกต้อง หลังตรง ผายไหล่ ไม่ไขว่ห้าง
  7. งดสูบบุหรี่
  8. ไม่นั่งหรือยืนในท่าเดิมเป็นเวลานาน
  9. อย่ายกของหนัก
  10. • ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และทานแคลเซียมและวิตามินดี เพื่อเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง

การรักษาอาการปวดหลัง

มีหลายวิธีโดยจะต้องหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการปวดให้พบและทำการรักษา ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  1. รักษาด้วยตนเอง
    • พักผ่อน ลดความวิตกกังวลลง สร้างกำลังใจให้ตัวเอง
    • การประคบร้อนหรือประคบเย็น
    • ปรับเปลี่ยนท่านอนให้ถูกต้อง
    • ออกกำลังกาย ที่เหมาะสมกับตัวเรา เช่น ว่ายน้ำ เดิน ปั่นจักรยาน เล่นโยคะ
  2. รักษาโดยการใช้ยาแพทย์อาจพิจารณาจ่ายยาแก้ปวด เช่นพาราเซตามอล ยากลุ่ม NSAIDs ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาแก้อาการซึมเศร้า หรือยาฉีดสเตียรอยด์ ซึ่งจะขึ้นกับอาการของคนไข้แต่ละราย
  3. การทำกายภาพบำบัด
  4. การบำบัดโดยการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม
  5. การรักษาโดยการผ่าตัด
  6. ฝังเข็ม
  7. ไคโรแพรคติก (Chiropractic)

อาการ ปวดหลังถึงแม้ว่าจะรักษาได้ แต่ความเจ็บปวดนั้นก็ทำให้เรามีความทรมานมากทีเดียว ดังนั้นอย่าปล่อยเกิดขึ้นกับเราเลย ป้องกันไว้ดีกว่า

เรียบเรียงโดย ภก.ภรร์ชัยญ์ ลิมปิฐาภรณ์

ขอบคุณข้อมูลจาก

Uofmhealth.org
Msk.org.au
Drugs.com